บทความนี้อธิบาย ตัวเทคโนโลยี ล้วนๆ ว่า 5G ต่างจาก 4G ตรงไหน (ถ้าอยากรู้ว่ามือถือรุ่นไหนรองรับ อ่าน มือถือที่รองรับ 5G หรือ วิธีเช็คว่าเครื่องเรารองรับ 5G ไหม)

ความต่าง 3 เรื่องที่วัดได้จริง

  • ความเร็ว: ในพื้นที่สัญญาณ 5G เต็ม ความเร็วโหลดข้อมูลสูงกว่า 4G ได้หลายเท่า ไฟล์ใหญ่ อัปโหลดวิดีโอ หรือดาวน์โหลดเกมเห็นความต่างชัดที่สุด
  • ความหน่วง (latency): การตอบสนองไป-กลับสั้นลงมาก มีผลกับเกมออนไลน์และวิดีโอคอล (เรื่องนี้มีบทความแยก: Ping คืออะไร เท่าไหร่ถึงเล่นเกมลื่น)
  • ความจุ: เสา 5G รองรับอุปกรณ์พร้อมกันได้มากกว่า — ในงานคอนเสิร์ต สนามกีฬา หรือชั่วโมงเร่งด่วน เครือข่าย 5G จึงหน่วงช้ากว่าจะ "อืด"

ทำไมบางที่ 5G เร็วมาก บางที่แทบไม่ต่างจาก 4G

เพราะ 5G ในไทยวิ่งบนคลื่นหลายย่าน คลื่นความถี่สูงให้ความเร็วสูงแต่ส่งได้ระยะสั้น ส่วนคลื่นต่ำอย่าง 700 MHz เน้นความครอบคลุมพื้นที่กว้าง ความเร็วจึงไม่หนีจาก 4G มากนัก ไอคอน "5G" บนจอเหมือนกัน แต่ประสบการณ์ต่างกันได้มากตามคลื่นที่เครื่องจับอยู่ในขณะนั้น — อ่านต่อแบบเจาะลึกได้ที่ คลื่นมือถือแต่ละย่านต่างกันยังไง

แล้ว 4G ยังพอไหม?

สำหรับการใช้งานส่วนใหญ่ — โซเชียล ดู YouTube สตรีมเพลง แชต — 4G ยังพอสบายๆ เพราะกิจกรรมเหล่านี้ต้องการความเร็วเพียงหลัก Mbps เดียวถึงสิบ Mbps (ดูตารางใน เน็ตกี่ Mbps ถึงพอ) โปรเน็ตเสริมความเร็วคงที่แบบ 4-10 Mbps บนเครือข่าย 4G จึงยังเป็นตัวเลือกที่คุ้มที่สุดสำหรับคนทั่วไป ดูโปรได้จากหน้า โปรเน็ต 4 Mbps ถึง 10 Mbps

คนที่ได้ประโยชน์จาก 5G จริงๆ คือคนที่โหลดไฟล์ใหญ่บ่อย สตรีมสด เล่นเกมแข่งขันที่ ping สำคัญ หรืออยู่ในพื้นที่คนหนาแน่นที่ 4G อืดประจำ