แท็บเล็ตมี 2 แบบ: WiFi-only กับ Cellular
แท็บเล็ตทุกยี่ห้อแยกขายสองเวอร์ชันเสมอ: รุ่น WiFi-only ที่ต่อเน็ตได้ทาง WiFi อย่างเดียว กับรุ่น Cellular (บางแบรนด์เรียก LTE/5G) ที่มีถาดซิมหรือ eSIM ในตัว ใช้เน็ตมือถือได้เหมือนโทรศัพท์ ราคารุ่น Cellular แพงกว่าราวหลักพันบาทในสเปกเดียวกัน — และอัปเกรดภายหลังไม่ได้ เพราะเป็นชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์คนละชุด จุดนี้คือเหตุผลที่ต้องตัดสินใจให้ขาดตั้งแต่ตอนซื้อ
เครื่องที่มีอยู่ใส่ซิมได้ไหม — เช็คใน 10 วินาที
- ส่องขอบเครื่องหาถาดซิม (รูเข็มเล็กๆ ข้างเครื่อง) — มี = ใส่ซิมได้
- เข้า ตั้งค่า → ถ้ามีเมนู "เครือข่ายมือถือ / เซลลูลาร์" แสดงว่าเป็นรุ่น Cellular (รุ่นใหม่บางเครื่องเป็น eSIM ล้วน ไม่มีถาดแต่มีเมนูนี้)
- ค้นรหัสรุ่นเครื่อง (ในกล่องหรือใน ตั้งค่า → เกี่ยวกับ) เทียบกับสเปกทางการ
ใช้ซิมอะไรได้บ้าง
ซิมเติมเงินธรรมดาใช้ได้เลย — แท็บเล็ตไม่ต้องใช้ซิมพิเศษ ถอดซิมจากมือถือมาเสียบก็ได้ (ขนาดถาดเป็น nanoSIM เหมือนกัน) หรือเปิดเบอร์ใหม่แยกไว้ประจำแท็บเล็ตก็ได้ สิ่งที่ต่างจากมือถือคือ แท็บเล็ตส่วนใหญ่โทรออกด้วยเครือข่ายเสียงปกติไม่ได้ — ใช้ซิมเพื่อ "ดาต้า" เป็นหลัก ค่าโทรในโปรจึงแทบไม่มีความหมายสำหรับแท็บเล็ต
ถ้าเครื่องเป็นรุ่น WiFi-only ทางออกมาตรฐานคือแชร์เน็ตจากมือถือ (อ่าน คู่มือแชร์ฮอตสปอต) หรือใช้เราเตอร์ใส่ซิมที่บ้าน (อ่าน เราเตอร์ใส่ซิมดีไหม)
โปรเน็ตแบบไหนเหมาะกับแท็บเล็ต
พฤติกรรมใช้แท็บเล็ตหนักไปทางวิดีโอ — YouTube, ซีรีส์, เรียนออนไลน์ — ซึ่งกินทั้งความเร็วและปริมาณ โปรที่เหมาะจึงเป็นโปรความเร็วคงที่แบบไม่ลดสปีด ที่ดูวิดีโอได้ต่อเนื่องไม่ต้องนับ GB:
- ดูวิดีโอทั่วไป/เรียนออนไลน์: โปร 4 Mbps หรือ 6 Mbps
- ซีรีส์ความชัดสูง จอใหญ่: โปร 10 Mbps
- ใช้เบาๆ อ่านข่าว เปิดเว็บ: ดูโปรประหยัดที่ โปรไม่เกิน 30 บาท
เทียบว่ากิจกรรมไหนต้องการกี่ Mbps ได้จากตารางใน เน็ตกี่ Mbps ถึงพอ และถ้าเครื่องรองรับ eSIM อ่านเพิ่มที่ eSIM กับซิมเติมเงิน